เงินบำนาญกับข้าราชการเกษียณ

อาชีพสุดท้ายในชีวิตของทุก ๆ คนคือ “ผู้จัดการกองทุน”

คุณแม่ของผมเกษียณอายุราชการเมื่อปลายปีที่แล้ว ด้วยอาชีพ ข้าราชการครูวัย 60 ปี มีอายุราชการรวม 42 ปี ช่วงหลัง ๆ ก่อนที่แม่ผมจะเกษียณ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมคุยกับคุณแม่บ่อย ๆ ก็คือ เงินบําเหน็จ และเงินบำนาญ คุยถึงเรื่องนี้ทีไร ผมก็จะเอา Excel ขึ้นมากดเป็นกระดานชนวนตลอด เพราะมันทำให้ผมเห็นว่าคุณแม่ของผมจะมีเงินใช้ไปจนบั้นปลายของชีวิตเท่าไหร่

และตัวเลขสุดท้ายที่คุณแม่ของผมใช้เวลากว่า 42 ปีในการสร้างนั้น เป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว (หลายหมื่นบาท) เพียงพอที่จะอาศัยอยู่ในต่างจังหวัดได้อย่างสบาย

ผมเคยถามท่านว่า เกษียณแล้วจะทำอะไร เพราะผมเองยังมีคำถามว่า เราไม่ต้องทำงานได้ด้วยหรือ? คำตอบคือ คงไม่ทำอะไร อยู่บ้าน ปลูกผัก ไปเรื่อย ๆ อยากไปไหนก็ไป อยากตื่นนอนกี่โมงก็ได้ ได้ยินแบบนี้ผมนี่กระจ่างถึงคำว่าเกษียณมากขึ้นเลยทีเดียว

ชีวิตดูดีใช่ไหมล่ะ แต่อย่าลืมนะครับว่าท่าน “ใช้เวลาในการสร้างถึง 42 ปี ในระบบราชการ” เห็นอะไรไหมครับ มีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่าง นั่นก็คือ “เวลา” และ “ระบบ”

เวลา คือสิ่งที่เราทุกคนมีเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่าเรารู้ตัวตั้งแต่ตอนไหน ในที่นี้ถ้าคุณแม่ของผมเกษียณตอนอายุ 60 ปี

60 - 42 = 18 ปัดเศษขึ้นเป็น 19 ปี

นั่นหมายความว่าท่านเริ่มใช้งานระบบนี้ตั้งแต่อายุ 19 ปี ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าตอนนี้เราอายุเท่าไหร่ ฮ่าๆ

ต่อมาเป็นเรื่องของ “ระบบ” รู้กันว่า ข้าราชการ นั้นเป็นอาชีพที่เงินเดือนน้อย เมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ๆ ในช่วงอายุเดียวกัน คุณแม่ของผมท่านเริ่มต้นด้วยเงินเดือน 1,375 บาท ต่อเดือนเท่านั้น

ดังนั้นตลอดระยะเวลาตั้งแต่อายุ 19 ปี จนถึง 60 ปีนั้น ช่วงแรก ๆ ท่านคงไม่สามารถทำอะไรได้อิสระมากนัก เนื่องจากรายได้น้อย แต่ด้วย ระบบ ที่รัฐออกแบบมา เขามองที่ระยะยาว มากกว่าระยะสั้น เงินเดือนจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามเวลา และถ้าเราไม่ได้ทำผิดวินัย เราก็จะไม่ถูกให้ออกจากราชการนั่นเอง ดังนั้น ความมั่นคง จึงเป็นคำอธิบายอาชีพข้าราชการมาอย่างยาวนาน

ลองคิดเล่น ๆ สมมติว่าคุณแม่ของผม ท่านได้รับเงินบำนาญ ทั้งหมดเป็นเงิน 50,000 บาทต่อเดือน (ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขสมมติที่มีเค้าความจริง ถ้าใครมีคุณแม่ที่เกษียณแล้ว ลองถามท่านดูนะครับ ว่าท่านมีเงินบำนาญเดือนละเท่าไหร่)

อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 75 ปี

เนื่องจากคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 75 ปี ผมขอตีเผื่อไปเป็นตัวเลขกลม ๆ คือ 80 ปี จะได้ตามสูตรนี้

(อายุขัย - อายุเกษียณ) x เงินบำนาญ x 12 เดือน = เงินเก็บ

แทนค่าสูตร

(80 - 60) x 50,000 x 12 เดือน = 12,000,000 บาท

12,000,000 คือเงินที่รัฐจะต้องเก็บไว้เพื่อจ่ายเป็นเงินบำนาญของคุณแม่ผม แต่เพราะว่าเงินจำนวนนี้มันมากเกินไป รัฐเลยสร้างระบบขึ้นมาเพื่อทำการเก็บเงินไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ คิดกลม ๆ คือ

(จำนวนเงินที่ต้องเก็บ / จำนวนปีที่เก็บ) = เงินเก็บต่อปี

เงินเก็บต่อปี / 12 = เงินเก็บต่อเดือน

ลองแทนค่าดูนะครับ

(12,000,000 / 42 (อายุราชการ)) = 285,714

285,714 / 12 = 23,809 บาท

รัฐจะต้องเก็บเงินต่อเดือนถึง 23,809 บาท เพื่อนำไปเลี้ยงดูข้าราชการเกษียณ 1 คน แต่ ระยะเวลา 42 ปีมันเป็นระยะเวลาที่นานดังนั้น รัฐจะต้องหาวิธีในการลงทุนต่าง ๆ เพื่อลดจำนวนเงินต้นที่ต้องเก็บลง ได้แก่พวกกองทุนต่าง ๆ ที่ตัดเงินอัตโนมัติก่อนจ่ายเงินเดือน ซึ่งเรามาดูกันว่าถ้าสมมติว่ารัฐสร้างระบบโดยการเอาเงินไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 5% ต่อปี

จะเห็นว่า แทนที่รัฐจะต้องเก็บ 23,809 บาทต่อเดือน หรือ 285,714 บาทต่อปี เหลือเพียงแค่ 7,050 บาทต่อเดือนเท่านั้น แต่ว่าใช้เวลา 42 ปีเข้ามาแทน

แต่ก็อย่างว่า ชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ในตารางนี้ไม่ได้คิดเรื่องของอัตราเงินเฟ้อไปด้วยเนื่องจากอยากให้เพื่อน ๆ เห็นภาพชัดเจน (คิดแค่อัตราดอกเบี้ยทบต้น) เพราะปกติค่าเงินเมื่อก่อนกับค่าเงินปัจจุบันไม่เท่ากันอยู่แล้ว เหมือนราคาก๋วยเตี๋ยวสมัยก่อนกับปัจจุบันราคาไม่เท่ากัน ดังนั้นข้อมูลนี้เป็นแค่ข้อมูลคร่าว ๆ เท่านั้น

ซึ่งที่เล่ามาข้างบนนี้ นั้นเป็นเรื่องของคุณแม่ของผมกับระบบที่รัฐ (สมมติ) สร้างขึ้นมา ซึ่งเอาจริง ๆ แล้ว ระบบของรัฐคงซับซ้อนกว่านี้เพราะประเทศเรามีคนเก่ง ๆ เยอะ ดังนั้น เรากลับมาที่เรื่องของเราบ้างดีกว่า

พวกเรากำลังอยู่ในวัยทำงาน และคนที่ผมรู้จักส่วนใหญ่ ก็ทำงานในบริษัทเอกชน ดั้งนั้นเรามาลองสำรวจกันดีกว่าว่า ตอนนี้เรามี เวลา มากแค่ไหน และเรามี ระบบ อะไรที่จะเราจะไปเข้าร่วมไดบ้าง

เรื่องเวลาคงไม่ต้องพูดเยอะ ลองนึกถึงอายุของเพื่อน ๆ หักลบกับอายุที่คาดว่าจะเลิกทำงาน ก็รู้แล้วว่าเราเหลือเวลาเท่าไหร่ ฉะนั้นมาโฟกัสที่เรื่อง ระบบ กันดีกว่าครับ

ภาคเอกชนอย่างเรา ก็มีระบบมากมายให้เราเข้าร่วม มีทั้งภาคสมัครใจ และภาคบังคับ โดยภาคบังคับ เงินที่เอาไปใส่ในระบบจะถูกหักจากรายได้ของเรา ในแต่ละเดือนอยู่แล้ว ซึ่งแนวคิดก็จะเป็นเหมือนกับของราชการคือหักก่อนแล้วค่อยจ่ายทีหลัง และเท่าที่ผมคิดออกและใกล้ตัวเพื่อน ๆ ที่สุดก็น่าจะเป็น กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ (PVD)

หรือว่าจะเป็นภาคสมัครใจ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ RMF กองทุนเปิดอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่มาก มีระดับผลตอบแทนหลากหลายเช่นกัน

แต่ส่วนมาก อนาคตของเราอาจจะไม่สามารถฝากไว้กับแค่ระบบเดียวได้หรอกครับ เพราะยิ่งระบบใหญ่แค่ไหน มันก็จะถูกออกแบบมาให้เข้ากับคนจำนวนมากขึ้น อีกทั้งคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น การศึกษาเรื่องการเงินจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะ ถ้าเราคำนวณแล้ว ระบบที่เราใช้งานมันไม่เพียงพอที่จะถึงเป้าหมายเราได้ เราก็ต้องศึกษาและผสมผสานสร้างมันขึ้นมา

ถึงตรงนี้ลองถามตัวเองดูครับว่า Life Style ที่เราอยากได้ในอนาคตเป็นแบบไหน และนำคำตอบนั้นมาสร้างระบบด้วยตัวเอง อาจจะเป็นระบบที่เรียบง่าย อย่างเช่นตัดเงินทุกเดือนลงกองทุนเป็นประจำ หรือเป็นระบบที่หวือหวา เช่นลงทุนทำธุรกิจ หรือจะใช้ทางเลือกอื่น ๆ ก็แล้วแต่เรา เพราะแต่ละคนมีความสามารถ ความถนัด และเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน

สุดท้ายนี้

เรื่องราวของคุณแม่ของผมเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของแผนการเงินในชีวิต แต่สำคัญที่สุดคือแผนของตัวเราเอง ระยะทาง 30 ปีเป็นระยะที่อาจจะบอกไม่ถูกว่ามันยาวหรือว่าสั้น แต่ที่แน่ ๆ คือ เวลา ไม่ไหลย้อนกลับ

อยากให้เพื่อน ๆ คิดถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ ถ้าเพื่อน ๆ คิดจะเสี่ยงก็ต้องมีช่องทางการถอยบ้างนะครับ อาจจะแบ่งเป็นทางธรรมดาที่ชัวร์ และทางมหัศจรรย์โคตรเสี่ยง แล้วเดินไปพร้อม ๆ กันก็ได้ จงจำไว้ครับว่า

อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะถ้ามันแตก มันจะแตกหมด

ขอบคุณที่อ่านจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

ใช้ “จุดเปลี่ยน” เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น

“อนาคต คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ ณ​ ปัจจุบัน”

ไทร อมัจจ์ สุวรรณรัตน์

ไม่รู้ว่ามีใครเคยกล่าวไว้รึเปล่า แต่ว่าคำนี้ผมได้ยินจากเพื่อนสนิทของผมคนนี้ มันทำให้ผมคิดย้อนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีต ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

ผมเชื่อว่าตลอดชีวิตของเราทุกคน มันจะมีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เวลาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ชีวิตเรามักจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย แล้วแต่ระดับความรุนแรงของผลกระทบ เช่น

เด็กคนหนึ่ง เมื่อตอนอายุ 10 ปี สัตว์เลี้ยงแสนรักของเขาเสียชีวิต ส่งผลให้เด็กคนนี้เสียใจมาก จนไม่กล้าที่จะเลี้ยงสัตว์อีกครั้ง และผ่านมา 10 ปี เขาก็ยังไม่กล้าที่จะเลี้ยงสัตว์อีกครั้ง เพราะลึก ๆ เขารู้สึกกลัวที่จะต้องเสียใจ

หรือ เมื่อตอนเด็ก ๆ เรารู้สึกว่าครอบครัวของเราใช้ชีวิตลำบากมาก เมื่อโตขึ้นมา เราเลยไม่อยากมีครอบครัวตอนที่ไม่มีความพร้อม

วันหนึ่งเราลุกขึ้นมาวิ่ง เพราะเห็นพี่ตูนวิ่งในทีวีทำให้เรารู้สึกอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น

สังเกตไหมว่า จุดเปลี่ยนเหล่านี้ สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม ดังนั้น แทนที่เราจะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เรามาฝึกใช้ประโยชน์จากพลังตรงนี้ เพื่อที่จะสามารถมองเห็นจุดเปลี่ยนบางอย่างในแต่ละวัน ปรับเป็นพลังเพื่อพัฒนาตัวเรา

ผมขอแบ่งจุดเปลี่ยนต่าง ๆ ออกเป็น 3 แบบ เรียงตามลักษณะการเกิด ง่ายไปจนถึงยาก ได้แก่

  1. จุดเปลี่ยนภาคบังคับ

จุดเปลี่ยนประเภทนี้เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับเราโดยที่ไม่ทันตั้งตัว ถ้าเราใช้ชีวิตไม่ระมัดระวัง เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง และมีขณะที่เกิดเหตุการณ์นี้ มักจะเป็นอะไรที่รุนแรง จนทำให้เราคิดขึ้นได้ว่า ไม่ควรจะทำแบบนั้น เช่น

  • เราทำงานหนักจนวันหนึ่งร่างกายทนไม่ไหว และล้มป่วย
  • เราไม่ออกกำลังกายจนกระทั่งร่างกายทนไม่ไหว และล้มป่วย
  • เราใช้เงินฟุ่มเฟือย จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน
  • ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ จนจบปีแล้ว ก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร

จุดเปลี่ยนประเภทนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ถือว่ามีพลังสูงที่สุด คนที่ผ่านสถานการณ์นี้มาได้ ส่วนมากจะสามารถทำเป้าหมายที่ตั้งไว้หลังเหตุการณ์นี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก อาจจะเพราะรู้สึกเข็ดหลาบ กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

คุณพ่อของผมเคยเล่าไว้ว่า เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น พ่อเคยเป็นคนที่ค่อนข้างเกเร กินเหล้า สูบบุหรี่ แต่วันหนึ่งท่านประสบอุบัติเหตุ ทำให้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงอยู่หลายเดือน จนทำใจไว้แล้วว่าคงจะไม่รอด แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นว่าอาการดีขึ้น จนกระทั่งกลับมาเดินได้เหมือนเดิม หลังจากนั้นก็รักษาสุขภาพตัวเองตลอดมา ทำตัวเองให้มีความสุข ไม่เครียด

จุดเปลี่ยนชนิดนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ค่อนข้างอันตราย และเกิดกับชีวิตเราบ่อยที่สุด ดังนั้นอย่าให้มาถึงจุดนี้บ่อย คอยสังเกตสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเราให้ดีครับ

  1. จุดเปลี่ยนภายนอก

จุดเปลี่ยนนี้ เป็นจุดเปลี่ยนที่มักจะเกิดขึ้นจากการที่เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดสถานการณ์ และมักจะเป็นจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจาก สถานะการณ์กึ่งบังคับ หรือไม่ก็เกิดจากความไม่ชอบอะไรบางอย่างจากคนรอบข้าง

เหตุการณ์ที่จะทำให้เกิด จุดเปลี่ยนประเภทนี้ มักจะเกิดขึ้นเป็นปกติทั่วไป ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตอบสนองแบบไหนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จุดเปลี่ยนประเภทนี้มีพลังระดับกลาง ๆ และมักจะต้องมีหลักเพื่อยึดเหนี่ยวในช่วงแรก ๆ สิ่งยึดเหนี่ยวสามารถเป็นบุคคล หรือ คำพูดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น

มีคุณพ่อของคนรู้จักหลายคน ก่อนที่จะมีลูก ปกติเค้าจะเป็นคนที่กินเหล้า สูบบุหรี่เป็นปกติ แล้ววันหนึ่ง เค้ามีลูก เค้าเลยตั้งเป้าหมายว่าจะเลิกกินเหล้า สูบบุหรี่ เพราะไม่อยากจะให้ลูก ได้รับผลกระทบนี้ ผมคิดว่าเป็นอะไรที่กล้าหาญ (ถ้าใครสูบบุหรี่ก็คงจะรู้ว่ามันเลิกยากแค่ไหน)

เมื่อ 2 ปีก่อน ผมเป็นคนที่ค่อนข้างอ้วน หลายครั้งที่พบเพื่อน หรือ ญาติพี่น้อง จะมีการทักทายเรื่องนี้เสมอ กระทั่งวันหนึ่งจุดเปลี่ยนของผมก็เกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองและอยากจะจบปัญหานี้เสียที ผมไม่อยากที่จะต้องคอยตอบคำถามแล้ว จึงเริ่มศึกษาวิธีการ และลงมือทำอย่างจริงจัง ผมใช้เวลาทั้งหมดในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง 8 เดือน ปรับเปลี่ยนวิธีการกิน และการออกกำลังกาย จนกระทั่งลงมาถึงจุดที่พอใจ ทุกวันนี้ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีกเลยครับ ฮ่า ๆ ถือว่าประสบความสำเร็จ

ถ้าสังเกตดู จุดเปลี่ยนนี้จะสามารถเกิดขึ้นกับตัวเราเองได้บ่อยมาก ถ้าเราสามารถตัดอารมณ์ออกไป และมองไปที่เหตุผล เราจะสามารถใช้พลังนี้ในการพัฒนาตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

  1. จุดเปลี่ยนภายใน

จุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นได้ยากที่สุด แต่ถ้าทำได้จะเป็นสิ่งที่ภูมิใจมากที่สุด เพราะมักจะเกิดจาก การที่เราฉุกคิดขึ้นมา และพยายามตั้งคำถามกับตัวเองว่า ชีวิตเราต้องการอะไร และชีวิตเราเป็นแบบไหน เมื่อคิดได้แล้วก็ต้องใช้แรงในการลงมือทำ และทำอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “วินัย” และ “ความกล้า”

จุดเปลี่ยนประเภทนี้ มีพลังน้อยที่สุด ถ้าเทียบกับสองประเภทที่กล่าวมา เนื่องจาก ไม่มีแรงกดดัน หรือไม่มีแรงบังคับจากใคร มีเพียงอย่างเดียวก็คือ เสียงจากใจของเราเอง เข้าข่ายประมาณว่า “ไม่ทำอะไรก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

ตัวผมเองเคยพบกับจุดเปลี่ยนนี้ไม่บ่อยนัก ล่าสุดที่เกิดขึ้น คือ อยู่มาวันหนึ่ง ผมก็คิดขึ้นมาว่าผมอยากมีเงินเก็บ 1,000,0000 บาท ก่อนอายุ 28 ปี ซึ่งตอนคิดเป้าหมายนี้ ก็ยังทีเล่นทีจริงว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ แต่หลังจากคิดไม่กี่วัน ผมก็เริ่มแผนการหาเงินครับ ตอนที่หาเงิน ผมใช้ทักษะการเขียนโปรแกรมเพื่อหาเงิน เริ่มเรียนรู้เรื่องการเก็บเงิน ออมเงิน การบริหารเวลา การสื่อสารกับลูกค้า ค่อย ๆ รับงาน และพัฒนาประสบการณ์มาเรื่อย ๆ

ตอนเริ่มต้นก็รู้สึกเฉย ๆ เพราะตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ดูไกลเหลือเกิน แต่เมื่อเวลาผ่านไปจากเดือน เป็นสองเดือน ตัวเลขในบัญชีค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ผมค่อย ๆ ประหยัดมากขึ้น ขยันทำงาน หางาน และรับงานใหม่ โฟกัสกับตัวเลขในบัญชี ความตื่นเต้นก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะยิ่งนานวัน ยิ่งเห็นว่ามีโอกาสจะไปถึงเป้าหมายได้ และวันที่ตื่นเต้นที่สุดคือ เดือนสุดท้าย ผมยังจำความรู้สึกตื่นเต้นไม่มีลืม จนกระทั่งเลขบัญชีของผมมีตัวเลข 1,000,000 อยู่ในบรรทัดสุดท้าย ในวันที่ 28 ธันวาคม นั่นเอง

หลังจากที่ผมบรรลุเป้าหมาย ถามว่าชีวิตผมเปลี่ยนแปลงอะไรไหม คำตอบคือ เปลี่ยนครับ เพราะระหว่างทาง ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง และที่สำคัญคือ ผมรู้ว่าผมทำได้ครับ ฮ่า ๆ แต่ถ้าสมมติว่าผมทำไม่สำเร็จล่ะ จะเป็นยังไง คำตอบคือ ผมเองก็คงเลื่อนวันที่ออกไป อาจจะเป็นก่อนอายุ 29 ปี หรือ ก่อนอายุ 30 ปี และก็คงจะทำต่อไปจนสำเร็จ เพราะระยะเวลาที่ผมตั้งขึ้นมา มันก็เป็นแค่วันที่วันหนึ่ง ไม่ได้มีความพิเศษอะไรเลย

ดังนั้น ถ้าใครที่รู้สึกถึงจุดเปลี่ยนนี้แล้ว อย่าปล่อยให้มันเสียเปล่า ลุกขึ้นมาลองทำได้เลยครับ เพราะว่าถ้าเรารู้สึกถึงจุดเปลี่ยนนี้บ่อย ๆ เราจะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้

ชีวิตของเราคือการเดินทางไกล มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น ถ้าเราอยากเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า พยายามสังเกต ปรับใช้พลังในด้านดีและด้านลบจากรอบตัว ให้กลายเป็นพลังผลักดันให้เราพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้น

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงจุดนี้นะครับ ขอบคุณมาก ;D

เรื่องเล่า ของคนป่วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ออฟฟิสซินโดรม กลุ่มโรคของชาวออฟฟิสที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ “นั่ง” ทำงาน

*ไม่อยากอ่านเรื่องเล่าอยากดูสรุป ข้ามไปส่วนท้ายได้เลยนะครับ 😀

ในวันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2019 เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสำหรับผมมันเกิดขึ้น หลังจากที่ผมนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่คอนโด และกำลังลุกขึ้นยืนเพื่อจะเดินทางไปออฟฟิศ ตอนที่ยืนขึ้นตามปกตินั่นแหละ ความรู้สึกปวดเหมือนเป็นตระคริว เริ่มตั้งแต่สะโพก ร้าวไปที่ปลายเท้าขวา และอาการชาที่หัวแม่เท้าก็กำเริบ ตอนนั้นแทบจะล้มทั้งยืนเพราะปวดมาก ค่อย ๆ เดินกะเผลก ๆ ไปที่เตียงนอนอย่างทุลักทุเล

ผมนอนที่เตียงอยู่พักหนึ่ง พบว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นไม่ดีขึ้น แถมเวลาขยับตัวยิ่งปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นเองที่เพื่อนผมโทรมาพอดี คุยกันถึงอาการสักพักเลยตัดสินใจไปที่คลินิกกายภาพใกล้บ้าน (ยังไม่ตัดสินใจไป รพ)

เนื่องจากผมพักอยู่คอนโดชั้น 6 กว่าจะขยับตัวแต่ละก้าว เพื่อเดินออกไปขึ้นลิฟต์ (ระยะไม่กี่เมตร) ผมต้องหยุดพักหลายครั้ง เพราะมันรู้สึกปวดมาก

หลังจากที่ไปถึง คลินิกกายภาพ นักกายภาพก็ทำการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้น เริ่มต้นโดยการสอบถามอาการเบื้องต้น ให้นอนหงายลองเหยียดขา ทางนักกายภาพจะค่อย ๆ ยกเท้าเราขึ้น ซึ่งผมยกได้ไม่ถึง 30 อาศาก็จะปวดมาก จากนั้นก็ให้เปลี่ยนเป็นนอนคว่ำ ให้นักกายภาพกดไล่ตามกระดูกสันหลังจากเอวจนถึงก้น เค้าไล่ไปทีละจุดแล้วคอย ถามว่ารู้สึกยังไง ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกเจ็บมากขึ้น จากนั้นก็ให้นอนตะแคงซ้าย งอขาขวาข้างที่เจ็บให้เกือบตั้งจาก จากนั้นค่อย ๆ กดไล่ไปตามเส้นกล้ามเนื้อ จนกระทั่งพบจุดที่กดแล้วปวด

สรุปเบื้องต้นเค้าบอกว่า อาการเรื่องหมอนรองกระดูกไม่ชัดเจน เพราะกดหลังแล้วไม่มีอาการปวดเพิ่ม แต่สะโพกมีอาการมากกว่า จึงมีการสรุปว่าอาจจะมีการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท

การรักษาครั้งแรก คือการทำอัลตราซาวด์ การประคบร้อน และการเลเซอร์ ซึ่งหลังจากทำเสร็จแล้ว อาการที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด ทางนักกายภาพบอกว่าจะต้องใช้เวลารักษาประมาณ 1 – 3 เดือน พร้อมกับจัดการนัดครั้งถัดไป

เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ อาการนี้ยังไม่บรรเทาสักเท่าไหร่ แต่ยังพอจะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ยังอาบน้ำ เข้าห้องน้ำได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องใช้เวลาเยอะหน่อย ช่วงที่ดูจะเลวร้ายที่สุดก็คือช่วงนอน ผมไม่สามารถนอนหงายได้ เลยต้องนอนตะแคงไม่ก็ต้องหาหมอนใบใหญ่ๆ มารองช่วงหัวเข่า เนื่องจากผมจะปวดมากเมื่อเรายืนตัวตรง เวลายืนเลยต้องก้มหลังเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ปวดเกินไป

จนในที่สุด แฟนของผมก็ทนไม่ไหว เลยบังคับผมไปที่ รพ ผมเลยหาข้อมูลว่ามี รพ ไหนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้แล้วก็สามารถตรวจวินิจฉัยได้ภายในวันเดียว สรุปว่าได้ไป รพ เอกชน เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งหนึ่ง

วันนั้นแฟนผมเป็นคนขับรถไปส่ง พอไปตรวจ หมอให้นอนบนเตียงครับ นอนหงาย แล้วยกขาเราขึ้น อาการเดิมครับ ยกได้ไม่ถึง 30 องศาปวดมาก หมอเลยเดินมากดที่สะโพก ทีเดียวรู้เลยครับ ปวดจี๊ด หมอเลยจัดการส่งไปตรวจที่เครื่อง MRI เพื่อจะได้รู้ไปเลยว่าเป็นอะไร

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท L4-L5

คำวินิจฉัยคือ ผมเป็นหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท L4-L5 ทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงขา วิธีการรักษาที่เร็วที่สุดคือการผ่าตัด ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 3xx,xxx บาท ส่วนถ้าจะรักษาด้วยการกายภาพบำบัด ก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะใช้เวลาในการรักษานานแค่ไหน

สรุปว่า จ่ายค่า รพ ไปประมาณ 13,000 บาท แล้วก็กลับจาก รพ ด้วยความมึน ๆ เล็กน้อย เพราะรู้ชัดเจนแล้วว่า โรคที่เป็นนั้นคืออะไรแน่ ๆ วิธีการรักษาเป็นอย่างไร ราคาเท่าไหร่ (ค่าผ่าตัด รพ อื่น ๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 150,000 – 300,000 บาท) เลยตัดสินใจบอก คุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว เพื่อน

งานนี้รู้เลยว่าทุก ๆ คนเป็นห่วงเราแค่ไหน ใจจริงในฐานะที่เป็นคนป่วย ผมอยากผ่าตัดให้มันจบไป จะได้หายและกลับไปเป็นปกติ แต่ว่าทั้งญาติ คุณพ่อคุณแม่ของผม และคุณแม่แฟนของผม ได้ช่วยกันหาข้อมูล และทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อยากให้ผ่าตัด เพราะการผ่าตัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายเนื่องจากมีความเสี่ยง ดังนั้นอยากจะให้ลองทำกายภาพบำบัดเสียก่อน

คุณแม่ของผมอยากให้กลับไปตรวจที่บ้าน เพื่อความสบายใจ ผมเลยนั่งเครื่องบินกลับไปที่บ้าน (จ.ลำปาง) ณ​ ตอนนั้นคือพอเดินได้ แต่ว่าต้องพักเป็นระยะ เพราะว่าเราจะรู้สึกเจ็บสะสมไปเรื่อย ๆ ตอนขยับตัว

เมื่อไปตรวจที่ รพ.ลำปาง ตอนคลินิกนอกเวลา ผมก็เอาข้อมูล MRI ให้หมอดู การตรวจก็เหมือนกันครับคือยกขา กดหาจุดปวด แล้ววินิจฉัย ซึ่งหมอบอกว่า ถ้าอยากหายเร็ว และไม่ติดปัญหาเรื่องเงิน จะผ่าตัดเลยก็ได้ รักษาตัวไม่นาน แต่ว่าต้องไปผ่าที่ใน กทม. เพราะที่นี่ไม่มีอุปกรณ์ แต่ว่าถ้าไม่ผ่าตัด ก็ให้กินยาแก้ปวด และเข้าไปทำกายภาพ ซึ่งระยะเวลาหมอบอกไม่ได้ เบื้องต้นหมอจะให้ยาแก้ปวดไปกินก่อน

เคว้งครับตอนนั้น หมอสองคนบอกให้ผ่าตัด ซึ่งใจผมเอนเอียงเรียบร้อยแล้วครับ เริ่มจะยอมรับ แต่ว่าคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็คุณแม่แฟน บอกว่า ขอให้ลองกายภาพดูก่อน ถ้ามันไม่ดีขึ้นจริง ๆ ค่อยตัดสินใจต่อไป

แฟนของผมปรึกษาพี่ ๆ ที่ทำงานของเค้า ได้รายชื่อมาหลายที่ ผมเลยตัดสินใจไปที่ ศูนย์กายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศาลายา ครับ

ผมตั้งเวลาไว้ว่า ถ้าผ่านไปแล้ว 3 เดือนไม่มีอะไรดีขึ้น ผมจะตัดสินใจผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนี้ ซึ่งที่นี่ก็เป็นที่ ๆ ทุกอย่างค่อย ๆ ดีขึ้นครับ

ผมทำกายภาพบำบัด สัปดาห์ละ 3 วันในช่วง 2 สัปดาห์แรก ซึ่งร่างกายของผมก็ค่อย ๆ ดีขึ้น และลดลงเป็นสัปดาห์ละ 2 วันในช่วงเดือนต่อมา จากนั้นก็นัดน้อยลงเป็นสัปดาห์ละ 1 วัน ทั้งหมดใช้เวลาในการรักษา 4 เดือน จึงเริ่มรู้สึกเป็นปกติ 85%

นักกายภาพวินิจฉัยว่า ผมเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แต่ว่าสาเหตุที่เค้ากดที่หลังแล้วร่างกายไม่ตอบสนองเท่าไหร่ เพราะเป็นไปได้ว่าโพรงประสาทของผมอาจจะมีขนาดใหญ่ ซึ่งตอนที่เส้นประสาทถูกกดทับครั้งแรกนั้นทำให้เส้นประสาทของผมเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการปวดฉับพลันขึ้นมา ระหว่างนี้หมอนรองกระดูกอาจจะหดเข้าไป หรือไม่ก็เคลื่อนไปอยู่ตรงจุดที่ไม่กดทับแล้ว แต่การที่เส้นประสาทอักเสบ ร่างกายจะรักษาโดยการสร้างพังผืดขึ้นมาซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย ทำให้เนื้อเยื่อส่วนนั้นไม่ยืดหยุ่น เวลาเราเหยียดยืดร่างกาย มันจะรั้งเส้นประสาท ทำให้รู้สึกเจ็บปวด

การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ได้แก่ การประคบร้อน การทำอัลตราซาวด์กล้ามเนื้อที่ปวด การกดกระดูกสันหลัง การยืดเส้นประสาทขาด้านหลัง และการดึงยืดกระดูกสันหลัง ค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งประมาณ 500 – 800 บาท

สรุปอาการ

อาการเฉพาะของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทก็คือ ความรู้สึกปวดที่หลังต่ำลงไปตรงสะโพก แล้วมีการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง (ซ้าย หรือขวา) เมื่อเบ่ง หรือมีการเกร็งหลังจะรู้สึกปวดหน่วง ๆ ที่บริเวณสะโพกร้าวไปยังขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือเวลาที่เราเตะขา หรือยกขาขึ้นจะรู้สึกตึงและปวดร้าวจากสะโพกไปยังปลายเท้า

ถ้ามีอาการเหล่านี้ วิเคราะห์ขั้นต้นได้เลยว่าเรามีอาการหมอนรองกระดูกปลิ้น ให้ไปพบหมอที่ รพ เพื่อรับการแสกน MRI เพราะว่ายิ่งเรารู้เร็วเท่าไหร่ เราก็จะทรมานน้อยลง

ก่อนหน้าที่ผมจะมีอาการกำเริบ ผมรู้สึกปวดที่ก้นร้าวลงขาข้างเดียวมาประมาณ 2 ปี โดยที่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าเราจะเป็นโรคนี้ ดังนั้นสัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายครับ

รวมเวลาทั้งหมดในการรักษา ตั้งแต่เป็น จนถึงอาการดีขึ้น 95% คือ 6 เดือน เดือนธันวาคมเป็นเดือนแรกที่สามารถกลับมาออกกำลังกายได้อีกครั้ง อาการชาที่ปลายเท้าหายไป

สรุปการรักษา

มีการรักษา 2 แบบ ได้แก่

  1. การกายภาพบำบัด (สำหรับคนที่ป่วยขั้นแรกผมแนะนำให้ทำวิธีนี้)
    ข้อดี
    – ค่าใช้จ่ายไม่สูง ครั้งละ 500 – 1,000 บาท (รวมทั้งหมด ไม่เกิน 10,000 บาท)
    – ไม่มีความเสี่ยงเหมือนการผ่าตัด

    ข้อเสีย
    – ใช้เวลาในการรักษานาน ประมาณ 2 – 3 เดือนเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ 6 เดือน เพื่อให้ดีขึ้น 90%
    – ต้องมีวินัย
    – ถ้ารักษาไม่หายจะต้องใช้วิธีผ่าตัด

  2. การผ่าตัด การผ่าตัดมีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการรักษา มีตั้งแต่ การผ่าตัดทั่วไป การผ่าตัดแบบส่องกล้อง และการผ่าตัดแบบส่องกล้องเล็ก ซึ่งค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 50,000 – 300,000 บาท ยิ่งเทคโนโลยีสูง ก็จะบาดเจ็บน้อย ระยะพักฟื้นสั้น

    ข้อดี
    – ใช้เวลารักษาสั้นกว่า (เร็วที่สุดคือ ผ่าตัด 1 วัน พักฟื้น 1 เดือน)
    – หายชัวร์

    ข้อเสีย
    – ราคาแพง (มาก)
    – มีความเสี่ยงอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกิดจากการผ่าตัด

การเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ผมมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ ซึ่งปกติจะนั่งทำงาน เป็นเวลานาน ชอบเล่นเกมประเภทจำลองสถานการณ์ซึ่งใช้เวลาในการเล่นค่อนข้างนาน สาเหตุของโรคนี้มีอยู่ไม่กี่อย่าง คือ

  1. อุบัติเหตุ
  2. การยกของหนัก
  3. การนั่งนาน ๆ

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเป็นโรคนี้ซ้ำอีกครั้ง จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมคือ จะต้องลุกเพื่อเปลี่ยนท่าทาง และยืดเส้นยืดสายทุก ๆ 1 ชั่วโมง ยิ่งทำบ่อย ๆ ยิ่งดี และถ้าเรารู้สึกเมื่อยหรือปวด ให้เราหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ทันที ห้ามฝืน ห้ามติดลม เพราะว่าถ้าป่วยแล้ว ใช้เวลาในการรักษานานมาก

สุดท้าย

จากประสบการณ์ครั้งนี้ ผมได้เรียนรู้ข้อคิดมากมาย ทุกข้อล้วนมีค่า อยากจะแชร์ให้ทุกคนผู้เป็นที่รักได้รับรู้

  1. อาการป่วยเกือบทั้งหมดมีสาเหตุเกิดจากพฤติกรรมของเราเอง ยิ่งเราลงทุนทำร้ายร่างกายเรานานแค่ไหน ความรุนแรงก็จะมากขั้นเท่านั้น
  2. ร่างกายของเราไม่ใช่ของเรา เมื่อมันพัง มันจะพังชีวิตคนอื่นด้วย ดังนั้นจงดูแลตัวเองเพื่อคนที่คุณรัก
  3. จงเรียนรู้ที่จะรอคอย ไม่มีความสำเร็จใดเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น
  4. จงเตรียมการเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตที่จะไม่เกิดขึ้น
  5. การเดินทางจะไม่ไกล ถ้าเรามองข้างทางและสนุกไปกับมัน
  6. อย่าปฏิเสธความห่วงใยจากคนรอบข้าง
  7. สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ พ่อผมบอกว่า “ถ้าเจ็บแทนได้ อยากจะเจ็บแทน”
  8. ผมต้องไม่ป่วยอีก

ปล. ขอขอบคุณ ตาล คุณพ่อ คุณแม่ คุณแม่โอม น้าน้อย พี่แอม พี่กบ ไทร โอ๊ต น้องออม มะปราง ค่าว และเพื่อน ๆ ทุกคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ที่คอยให้ข้อมูลการรักษา กำลังใจ อยู่ตลอดครับ ขอบคุณมากจริงๆ

My 2019

เมื่อปีที่แล้ว ตั้งเป้าหมายกับตัวเองไว้หลายอย่าง แต่ไม่ได้บันทึกไว้ ปีนี้เลยเป็นปีที่ดีที่จะได้เริ่มต้นบันทึกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ให้ตัวเราเองในปีต่อ ๆ ไปได้ย้อนกลับมาลำลึกความทรงจำเสียที

ปี 2019 เป็นปีที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิต เหมือนเพื่อนหลาย ๆ คน ผมตั้งเป้าหมายที่จะทำในปีนี้ ทั้งเรื่องการงาน การเงิน และชีวิต ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าทำได้ไม่ถึงครึ่ง คงเพราะตั้งเป้าหมายมากเกินไปนั่นแหละ ดังนั้นจำไว้ว่า ถ้าจะตั้งเป้าหมาย ให้ตั้งแค่เน้น ๆ 1 – 2 อย่างก็พอ จะได้ทำได้

เนื่องจากในปีที่ผ่านมามันมีเหตุการณ์หลายอย่าง เลยจะขอสรุปออกมาเป็นข้อ ๆ ดังนี้โดยจะเรียงตามเหตุการณ์สำคัญก่อน

ด้านสุขภาพ

ต้องยกให้ปี 2019 นี้เป็นปีแห่งปัญหาสุขภาพ ถือว่าหนักหน่วงที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว ผมจำได้แม่นว่าวันที่ 1 พฤษภาคม หรือวันแรงงาน ตอนที่กำลังลุกจากที่นั่งเกิดอาการปวดขาขวาฉับพลัน พอไปตรวจจึงได้รู้ว่าเป็นโรค หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ทำเอาเดินไม่ได้เป็นเดือน ๆ ทำให้รู้ซึ้งกับคำว่า “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา”

ผมใช้เวลาในการรักษาตัว ด้วยการกายภาพบำบัด กินยา ปรับพฤติกรรม เกือบ 6 เดือน ถึงรู้สึกใกล้เคียงปกติ (90%) ต้องขอบคุณหลาย ๆ คนที่ดูแลและช่วยหาข้อมูลการรักษา ตลอดช่วงเวลาที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะคุณพ่อ คุณแม่ แม่โอม และคุณตาล (เดี๋ยวผมจะเขียนเล่าเรื่องโดยละเอียดแยกไปอีกทีครับ)

นอกจากเรื่องร้าย ๆ ปีนี้เป็นปีแรกที่ผมควบคุมน้ำหนักให้อยู่กับที่สำเร็จ หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้ทำการลดหุ่นลงมาจากจุดสูงสุด ผมคิดว่าน่าจะได้วิธีการที่ทำได้ง่ายแล้วหละ (ไว้จะมาเล่าให้ฟังในเรื่องเล่าต่อไป)

ด้านการใช้ชีวิต

เรื่องความสัมพันธ์ ผมตั้งใจจะกลับบ้านนอกช่วงเทศกาลให้ได้ 4 ครั้ง แต่ว่าที่ทำได้จริง ๆ ก็ 2 ครั้ง (ไม่นับตอนที่กลับไปบ้านเพื่อรักษาตัวจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท) พาแฟนกลับไปเยี่ยมที่บ้านได้ตามที่ตั้งใจ

สืบเนื่องจากปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้น ทำให้หลายทริปต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ก็เลยกลายเป็นว่าปีนี้ไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศเลย ซึ่งปกติจะต้องได้ออกไปหาประสบการณ์ในต่างแดนสักครั้งในรอบปี เพื่อกระตุ้นไอเดีย ดังนั้นปีนี้จะเอาใหม่

ส่วนการไปเที่ยวในประเทศก็ทำได้ตามเป้าหมาย ออกจะไปหลายที่ ได้เข้าร่วมโครงการ “ชิมช้อปใช้” ของรัฐบาลด้วย (ถึงจะใช้ไม่หมดก็เถอะ)

ได้สัมผัสบรรยากาศ กทม ช่วงปีใหม่เป็นครั้งแรกในชีวิต นอกจากนั้นยังได้ไปร่วมงานสวดมนต์ข้ามปีแบบงง ๆ ด้วย

และที่พลาดไม่ได้คือ ผมได้ปลดล๊อกบทถัดไปของชีวิต ได้สำเร็จในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ปีหน้าจะมีอัปเดทเพิ่มเติม 🙂

การงาน

ปีนี้ได้พัฒนาตัวเองหลายอย่างมากโดยเฉพาะในด้านของ Soft Skill ผมมีโอกาสได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ดีมากทั้งไทยและต่างประเทศ มีโอกาสในการฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้น

พัฒนาความสามารถในการบริหารจัดการ การบริหารคน และการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด พัฒนาความเด็ดขาดในการตัดสินใจ การปฏิเสธ

เรื่องการจัดการเวลาถือว่าทำได้ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ซึ่งเท่าที่คิดดูแล้ว น่าจะส่งผลมาจาก ความไม่เด็ดขาดเพียงพอ รักพี่เสียดายน้อง ทำให้บางครั้งเกิดปัญหา ซึ่งได้พยายามทำให้ดีขึ้นโดยใช้คติ “ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง เดี๋ยวบางอย่างจะบังคับให้เราทำ”

ส่วนในด้านเทคโนโลยีไม่ค่อยได้ตามเทรนใหม่ ๆ เลย เพราะงานส่วนมากไม่ค่อยจะได้หยิบพวกเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้

จบปีนี้ผมคิดว่าผมเข้าใจวงจร “Start Up” มากยิ่งขึ้น

ด้านการเงิน

ปีนี้เป็นปีแรกที่จดบันทึกรายรับรายจ่ายทั้งหมดทุกยอดตั้งแต่เดือน 1 จนถึงเดือน 12 และช่วงปลายปีเริ่มทำบัญชีควบคุมการใช้เงินทั้งหมด รวมถึงการร่างแผนเกษียณแบบจริงจัง ทำให้เห็นว่าการใช้เงินของตัวเองก็ค่อนข้างน่ากลัวเหมือนกัน แต่ก็ยังที่ที่เก็บได้มากกว่าใช้

เริ่มศึกษาด้านการลงทุนในหุ้น กองทุน ทั้งไทยและต่างประเทศจริงจังขึ้น และเริ่มลงมือทำตามแผนไปแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างที่หลาย ๆ คนบอก การลงมือทำ มันมีอะไรมากกว่าการศึกษาในตำรา

เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้น ทำให้ผมกล้าใช้เงินที่หามาได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่เรียนรู้จากการป่วยคือ อย่ามองแต่อนาคตไกล ๆ ให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เพราะว่า “ชีวิตเราไม่แน่นอน” เก็บก็ส่วนเก็บ ใช้ก็ส่วนใช้

และท้ายสุด หลังจากที่ผมสำเร็จเป้าหมายเก็บเงิน 1,000,000 บาทแรกเมื่อปลายปี 2017 ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายใหญ่ ๆ ด้านนี้มาสักพัก เรียกว่าไม่รู้จะตั้งเป้าหมายใหญ่ ๆ เป็นอะไรดี อาจจะเพราะว่าไม่มี Passion เพียงพอ จนกระทั่งได้ยินคำว่า Elite เลยได้เจอกับสถานะการณ์ใหม่ ปีนี้ผมจะต้องเริ่มสร้างทรัพย์สินเพื่อทำเงินให้มากขึ้น

สรุป

สุดท้ายนี้ผมเป็นกำลังใจให้กับตัวเองเพื่อฝ่าฟันเป้าหมายใหม่ในปี 2020 อะไรที่เคยทำสำเร็จในปี 2019 ก็ต้องทำต่อไป เพราะ “การทำสำเร็จ” ไม่สำคัญเท่า “การยืนระยะ” ส่วนอะไรที่ทำไม่ได้ ก็แค่หยิบมาทำต่อให้มันสำเร็จ

ปีนี้อายุย่างเข้า 31 ปีแล้ว ขอให้พร้อมเข้าสู่ชีวิตบทใหม่ 2020 ครับ คุณสมิทธ์